บันทึกโพสใน life, etc. | Tagged 16 ตุลา, 2519, ตุลาคม | 1 ความคิดเห็น »
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อ่านอีเมล์แล้วก็ปิด หรือลบทิ้ง โดยเฉพาะอีเมล์สำคัญอย่างเช่นไฟล์งาน หรือคำถาม (หรือจดหมายรัก)
ผมขอร้องให้คุณใช้เวลาสักนิด กดปุ่ม ‘reply’ แล้วตอบเมล์กลับด้วย คนส่งเค้าจะได้รู้ว่าคุณได้รับเมล์ไปแล้ว
โดยเฉพาะเมล์เรื่องงานนี่ ทั้งเมล์ไปถาม เมล์ไปเสนอตัว เมล์แนบไฟล์เอกสารไป
เวลาที่ได้รับแล้วช่วยส่งกลับมาบอกหน่อยว่าได้รับแล้ว
ส่งมาสั้นๆ แค่ ‘thx’ ‘ขอบใจ’ ‘ok’ ‘อืม’ หรือ ‘ขอคิดก่อน’ บ้างก็ยังดี
ไม่ใช่ว่าส่งไปแล้วก็หายเงียบ หายจ้อย ทำตัวเป็นหนุ่มเชียงฮายไปได้
คนส่งงานไปเค้าจะได้ไม่ต้องห่วงว่างานตกหล่นหายไม่ถึงมือหรือเปล่า
อีกเรื่องคือ forward mail ถ้าคุณเป็นนัก forward ตัวยง เวลาจะ forward ก็ขอให้ดูคนด้วยนะครับ
ไม่ใช่ว่ามีใครใน address book ก็ส่งมันทั้งหมด เมล์ภาพหลุด คลิปโป๊ ปาร์ตี้ฉาว ก็ส่งต่อไปให้พี่ป้าตายาย อาจารย์ ฯลฯ ซะหมด
เมล์เชียร์ทักษิณ ดันส่งให้เพื่อนที่เกลียดทักษิณ เมล์เชียร์ คมช. ดันส่งให้เพื่อนที่ไม่เอารัฐประหาร –ระวังจะโดนเพื่อนคุณตามมาเก็บนะครับ 555
แล้วเพื่อนคนไหนที่คุณชอบ forward เมล์ไปหาเค้า แต่เค้าไม่เคย forward อะไรกลับมาให้เลย ก็ขอให้รู้ไว้นะครับว่าเวลาเค้าเห็น ‘FW:’ จั่วหัวมาเค้าก็ลบทิ้งแล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเปิดอ่านหรอก หรือดีไม่ดีเค้าคงกด junk บล็อก address คุณไปเรียบร้อยแล้วนะครับ
บันทึกโพสใน online culture and technology | Tagged email, online culture | 1 ความคิดเห็น »
หมายเหตุ: blog entry นี้มุ่งสร้างความกระจ่างในละครทางโทรทัศน์เรื่อง ‘สวรรค์เบี่ยง’ โดยอาศัยพื้นฐานความคิดทั้งแบบโครงสร้างนิยมและหลังโครงสร้างนิยมของโรล็องด์ บาร์ตส์ สาระสำคัญของแนวความคิดและวิธีการวิพากษ์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนปรากฏในงานเขียนของอ.นพพร ประชากุล และอ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ดูได้จาก:
นพพร ประชากุล และ วรรณพิมล อังคศิริสรรพ. (2547). มายาคติ สรรนิพนธ์จาก Mythologies ของ Roland Barthes (พิมพ์ครั้งที่สอง). กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. (2545). สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิภาษา.
เคยสังเกตตัวเองไหมครับ? ว่าทำไมเวลาเราชมละครโทรทัศน์หรือเสพงานสร้างสรรค์ทางศิลปะอื่นๆ อย่างเช่นการอ่านหนังสือ ฟังเพลง ฯลฯ ทำไมเราจึงเพลิดเพลินไปกับสิ่งเหล่านั้น? บางทีก็นั่งดูนั่งอ่านอยู่ได้ตั้งนานสองนานยังไม่รู้จักเบื่อ ผมจะขอลองยกตัวอย่างละครเรื่องสวรรค์เบี่ยงที่ผู้ชมติดกันงอมแงมทั่วประเทศขึ้นมานะครับ (ตัวผมเองดูไปแค่ไม่กี่ตอนเอง ตอนจบก็ไม่ได้ดู 555) แล้วจะเอาสวรรค์เบี่ยงมาผ่า/แบ่งให้ดูว่าทำไมหรืออะไรในละครสวรรค์เบี่ยงที่ทำให้เราต้องนั่งรออยู่หน้าจอทีวีได้ทุกๆ ตอนของละคร
ก่อนอื่นผมคงต้องเล่าเรื่องของพระนางแฟดราก่อนนะครับ แล้วค่อยโยงเข้ามาหาเรื่องสวรรค์เบี่ยง ในปกรณัมคลาสสิกนั้น พระนางแฟดราเป็นมเหสีองค์ใหม่ของพระราชาเทเซอุส (เทเซอุสเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยของกรีก ในขณะที่ละครเรื่องสวรรค์เบี่ยงซึ่งมีเค้าโครงเรื่องมาจากเรื่องในครอบครัวของเทเซอุสนั้น กลับได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศซึ่งได้ผ่านการรัฐประหารล้มล้างระบอบประชาธิไตยมาหมาดๆ!) โดยเทเซอุสมีลูกชายเดิมอยู่แล้วคือฮิปโปลิตตัส ผู้ซึ่งนิยมชีวิตผจญภัย การล่าสัตว์ ฮิปโปลิตตัสรังเกียจความอ่อนโยนของผู้คนและดูถูกความรัก
เรื่องราวโศกนาฏกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นจากเทพีอโฟรไดต์ (หรือวีนัส) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความรัก อโฟรไดต์รู้สึกโกรธแค้นฮิปโปลิตตัสที่ดูถูกความรักของมนุษย์จึงสาปให้พระนางแฟดราตกหลุมรักฮิปโปลิตตัสอย่างบ้าคลั่ง พระนางแฟดราจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายเหตุการณ์ทั้งหมดต่อๆ มา
พระนางแฟดราหลงรักลูกเลี้ยงของตัวเองอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความรักที่ทั้งรุนแรงและสิ้นหวังของนางทำให้นางคิดที่จะฆ่าตัวตาย แต่แม่นมของนางซึ่งเลี้ยงดูพระนางแฟดรามาตั้งแต่ยังเด็ก คอยเฝ้าดูการกระทำต่างๆ ของนางและรับรู้ถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นและวนเวียนอยู่ในใจของนาง
แม่นมพยายามจะช่วยเหลือพระนางแฟดราโดยไปบอกกับฮิปโปลิตตัสให้รับรู้ถึงความรักของพระนาง และบอกให้ฮิปโปลิตตัสนั้นรู้จักซาบซึ้งและตอบสนองแก่ความรักดังกล่าวของแฟดรา แต่ฮิปโปลิตตัสผู้ซึ่งดูถูกมนุษย์ความรักระหว่างมนุษย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น ยิ่งรู้สึกเดียดฉันท์ขึ้นไปอีกเมื่อถูกเสนอความรักจากแม่เลี้ยงหรือภรรยาใหม่ของพ่อของตัวเอง ฮิปโปลิตตัสทนต่อเรื่องดังกล่าวไม่ได้จึงไปด่าทอและแสดงความรังเกียจของเขาต่อหน้าพระนางแฟดรา ในตอนสุดท้ายพระนางแฟดราจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายและเขียนจดหมายทิ้งเอาไว้ให้กับเทเซอุส ในจดหมายนั้นนางเขียนเอาไว้ว่านางถูกข่มขืนโดยฮิปโปลิตตัสและอับอายเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เทเซอุสเมื่อได้อ่านจดหมายดังกล่าวจึงเนรเทศฮิปโปลิตตัสออกไปจากนครของตนและบนบานสาปแช่งลูกชายตัวเองต่อเทพเจ้า ฮิปโปลิตตัสตายเพราะได้รับคำสาปจากพ่อ โดยมีสัตว์ประหลาดจากท้องทะเลผุดขึ้นมารัดตัวเขาจนตาย หลังจากนั้นเทเซอุสจึงได้รับรู้ความจริงทั้งหมดว่าลูกชายไม่ได้ข่มขืนพระนางแฟดรา แต่ทั้งหมดก็สายเกินไปเสียแล้ว
อย่างที่ผมบอกนะครับว่าพระนางแฟดราเป็นจุดคลี่คลายหรือเป็นเสมือนแกนกลางของเรื่องทั้งหมด นางหลงรักลูกเลี้ยงของตัวเองอย่างหัวปักหัวปำ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว (คือเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือเพศสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวเดียวกัน–incest taboo) เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด (คล้ายๆ กับความคิดเรื่องปิตุฆาตหรือมาตุฆาตซึ่งเป็น taboo ที่ร้ายแรงมากอีกอย่างหนึ่ง) ตัวละครของพระนางแฟดราจึงไม่ต่างไปจากแฮมเล็ต (ที่ไม่กล้าตัดสินใจฆ่าพ่อเลี้ยง) หรืออีดิปุส (ที่ฆ่าพ่อของตัวเองจนตายแล้วมีอะไรกับแม่ของตัวเอง) เป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งอยู่ในจิตใจของตัวเองสูงเพราะต้องเผชิญหน้ากับข้อห้ามของสังคม (taboo) เข้าอย่างจัง เรื่อง taboo เหล่านี้แหล่ะครับที่วนเวียนอยู่ในความสนใจของคนมาทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ในปัจจุบัน (ไม่เชื่อก็ลองดูข่าวสิครับทั้งพ่อข่มขืนลูก หลานข่มขืนยาย ลูกฆ่าแม่เอาทองห้าบาท ฯลฯ) นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สวรรค์เบี่ยงซึ่งเป็นเรื่องของ ‘รักต้องห้าม’ ระหว่างคนในบ้านหลังเดียวกันจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้เรื่องของพระนางแฟดรายังมีมิติทางสัญลักษณ์ระหว่างความมืดกับแสงสว่างอยู่ด้วย เช่น พระนางแฟดราเป็นหลานของเทพอพอลโล (เทพแห่งดวงอาทิตย์) ชื่อของพระนางยังแปลว่าแสงสว่างอีกด้วย พระนางแฟดราจึงเป็นทั้งอำนาจและแสงสว่าง ส่วนฮิปโปลิตตัสนั้นเป็นขั้วตรงข้ามกัน เขาชื่นชอบการล่าสัตว์ในป่าดงพงไพร (ซึ่งมีร่มเงาบดบังจากแสงอาทิตย์) ฮิปโปลิตตัสจึงเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจที่คอยหลบหนีจากการใช้อำนาจนั้น
แม้ว่าในรายละเอียดจะแตกต่างกันบ้าง แต่เรื่องของพระนางแฟดรากับเรื่องสวรรค์เบี่ยงนั้นก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่คลายคลึงกันอยู่มาก ผมว่าท่านผู้ประพันธ์เรื่องสวรรค์เบี่ยงนั้นคงได้ซึมซับเอาโครงเรื่องมาจากปกรณัมคลาสสิกเรื่องพระนางแฟดราอยู่ไม่มากก็น้อย แต่ก็ดัดแปลงและเสริมรายละเอียดไปโดยยังคงความขัดแย้งภายในตัวละครหลักอยู่ได้ครบถ้วนพอสมควร ในแง่นี้เราจึงเลือกสอดส่องมองหาสัมพันธบท (intertexuality) ระหว่างเรื่องแฟดรากับเรื่องสวรรค์เบี่ยงได้ ลองดูกันนะครับ
โครงสร้างที่เรื่องของพระนางแฟดรากับสวรรค์เบี่ยงมีร่วมกันจะเป็นเรื่องของอำนาจกับความรัก ในเรื่องของพระนางแฟดรานั้น ราชาเทเซอุสมีอำนาจเหนือพระนางแฟดรา เทเซอุสรักแฟดราแต่นางกลับไปรักลูกเลี้ยงคือฮิปโปลิตตัส ในแง่เดียวกันพระนางแฟดราก็มีอำนาจเหนือฮิปโปลิปตัส พระนางรักฮิปโปลิตตัสแต่ฮิปโปลิตตัสไม่รักตอบ เราจะเห็นห่วงโซ่ง่ายๆ อยู่สองห่วงระหว่างรักสามเส้านี้ โครงสร้างง่ายๆ อย่างนี้เองที่เป็นแกนหลักซึ่งคอยอุ้มชูให้ความสนใจของผู้ชมหรือผู้เสพนั้นจดจ่ออยู่กับผลงานสร้างสรรค์ได้ (บวกกับความเป็นเรื่องต้องห้ามของสังคมเกี่ยวกับเรื่องเพศระหว่างคนในครอบครัวเดียวกัน ที่ส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมเข้าไปอีก)
เราลองมาดูโครงสร้างในเรื่องสวรรค์เบี่ยงบ้างนะครับ:
- คุณคิดมีอำนาจเหนือลีลา (เพราะเป็นสามี) คุณคิดรักลีลาแต่ลีลาไม่รักตอบ
- ลีลามีอำนาจเหนือคาวี (เพราะเป็นแม่เลี้ยง) ลีลารักคาวีแต่คาวีไม่รักตอบ
- ในทำนองเดียวกันนั้น คาวีมีอำนาจเหนือนาริน (เพราะข่มขืนเธอไปตั้งสี่รอบ) คาวีรักนารินแต่นารินไม่รักตอบ
แน่นอนว่าเมื่อมีอำนาจที่เหนือกว่า ก็ย่อมมีการตอบสนองจากผู้อยู่ใต้อำนาจด้วย สำหรับลีลามันก็คือความจงรักภักดีที่มีต่อคุณคิด สำหรับคาวีมันคือการแก้แค้นกับลีลาโดยเอาคืนกับน้องสาวของเธอ ส่วนนารินนั้นก็ตอบสนองต่ออำนาจของคาวีด้วยการหลีกหนีและการทำเป็นเฉยชา ด้วยโครงสร้างง่ายๆ ประกอบกับเรื่องความรักต้องห้าม เรื่องเพศ เรื่องการข่มขืน และเรื่องของผู้ชายในอุดมคติของผู้หญิง ส่วนประกอบเหล่านี้เองแหล่ะครับที่ทำให้สวรรค์เบี่ยงประสบความสำเร็จมากมาย
ทีนี้เรามาลองดูมุมมองแบบหลังโครงสร้างนิยมบ้างนะครับ นักคิดในมุมมองนี้เห็นว่าทั้งผู้สร้างงานศิลปะและผู้เสพต่างมีความเข้าใจพื้นฐานอย่างหนึ่งร่วมกัน (ซึ่งเรียกว่า ‘รหัส’) และต่างใช้ความเข้าใจพื้นฐานร่วมหรือ ‘รหัส’ นี้ในการมองโลกรอบๆ ตัว และในการมองงานศิลปะ ความเข้าใจร่วมกันอย่างนี้เองที่ทำให้การสื่อสารและความซาบซึ้งในงานศิลปะระหว่างผู้สร้างกับผู้เสพเกิดขึ้นมาได้
อย่างในเรื่องสวรรค์เบี่ยงนะครับ ‘รหัส’ ที่สังคมรับรู้ร่วมกันก็อย่างเช่น ‘การข่มขืนเป็นเรื่องที่ผิด’ (นายคาวีจึงผิด) ‘ผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ’ (นายคาวีเป็นด้านตรงข้ามกับสุภาพบุรุษ เพราะทั้งเลวและปากจัด) ‘ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าและไม่มีหนทางสู้’ (คืนนั้นนารินจึงโดนไปตั้งสี่รอบ แถมยังถูกล่ามอีกต่างหาก) ‘การที่ผู้หญิงโดนข่มขืนนั้นเป็นเรื่องน่าอับอาย’ (นารินจึงไม่เข้าแจ้งความกับตำรวจทั้งๆ ที่จะโดนมาจนแฉะไปหมด–มีหลักฐานแต่ไม่สู้คดี) ‘ผู้ชายต้องเทคแคร์เก่ง’ (นายคาวีที่กลับตัวกลับใจนั้นช่างเทคแคร์ผู้หญิงเก่งและมีความอดทนสูง–หรือเรียกว่าหน้าด้านหน้าทน–มีคุณสมบัติของสามีและคุณพ่อที่ดี จึงสมควรได้รับการให้อภัยจากท่านผู้ชมด้วยประการทั้งปวง) ฯลฯ รหัสต่างๆ ที่รับรู้กันระหว่างผู้สร้างกับผู้เสพนี่เองครับที่ทำให้การแสดงละครเป็นไปได้ และเป็นตัวดึงความสนใจของผู้ชมเอาไว้ ในแง่นี้ผมจึงเห็นว่าการพฤติกรรมการชมละครสวรรค์เบี่ยงนั้นจึงเป็นเสมือน ‘การสำเร็จความใคร่หมู่’ ในรหัสต่างๆ ระหว่างผู้สร้างกับผู้ชมทั่วประเทศ–ตอนสองทุ่มครึ่งพวกเราทุกคนจึงมาสำเร็จความใคร่พร้อมๆ กันหน้าจอทีวีทุกคืน แม้แต่คนบางคน (จำพวกมือถือสากปากถือครก) ที่ออกมาต่อว่าละครเรื่องสวรรค์เบี่ยงอย่างนู้นอย่างนี้ ผมว่าคนเหล่านี้ต่างก็ได้ลิ้มลองและสำเร็จความใคร่กันจนถึง ‘จุดสุดยอด’ ในรหัสต่างๆ ที่บรรจุอยู่ในละคร ไม่ต่างไปจากผู้ชมคนอื่นๆ หรอกครับ
ป.ล. ใครเกลียดละครสวรรค์เบี่ยงอย่าเพิ่งเกลียดผมนะครับ ตัวผมเองไม่ได้เป็นแฟนละครสวรรค์เบี่ยงและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับห้องเฉลิมไทย ผมแค่ออกมาปกป้องการแสดงทางศิลปะจากเงื้อมมือของกระทรวง(ไร้)วัฒนธรรมเท่านั้นเอง เพราะเมื่อมีการใช้อำนาจ (ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง) ก็ย่อมจะต้องมีการต่อต้านอำนาจนั้นครับ : )
บันทึกโพสใน arts and criticism | Tagged นพพร ประชากุล, บาร์ตส์, มายาคติ, สวรรค์เบี่ยง, หลังโครงสร้างนิยม, โครงสร้างนิยม, Barthes | 1 ความคิดเห็น »
อาหารก็แพง น้ำมันก็แพง ดินฟ้าอากาศก็แปรปรวนกันทั่วโลก มีทั้งพายุ น้ำท่วม โคลนถล่ม ล่าสุดก็แผ่นดินไหว ตายทีก็ไม่น้อยเลย เป็นหมื่นเป็นแสนคน นี่ยังมีข่าวลือเรื่องรัฐประหารรอบใหม่อีก
ช่วงนี้ค่าครองชีพสูงขึ้น อาชญากรรมย่อมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ระวังตัวกันไว้หน่อยนะครับ เหตุร้ายมันจะเกิดตอนไหนหรือเกิดกับใครก็ได้ มันมาในทุกรูปแบบทั้งจากคนและจากภัยธรรมชาติ
ช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยๆ กันไปนะครับ โลกเราจะได้ชื่นใจขึ้นอีกหน่อย ถึงตอนนี้มันจะแย่มากๆ แล้วก็เหอะ
บันทึกโพสใน life, etc. | Tagged ข่าวร้าย | ไม่มีความเห็น »
‘STRAY AT HOME’ - New York Post
One-third of married moms have cheated! - ParentDish
Cookie Magazine and AOL Body’s Poll Reveals 34% of Moms Have Had an Affair Since…
| Reuters
ผลสำรวจล่าสุดซึ่งเปิดเผยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชื่อ “Sex and the American Mom” (เซ็กส์และคุณแม่ชาวอเมริกัน) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง AOL Body กับ Cookie Magazine ที่ได้สอบถามข้อมูลจากหญิงชาวอเมริกันที่แต่งงานและมีลูกแล้วจำนวน 30,000 คนภายในหกเดือนที่ผ่านมา ได้ผลสำรวจดังนี้:
ร้อยละ 53 ของคุณแม่ทั้งสามหมื่นคนนี้เคยคิดเอาไว้ว่าจะนอกใจสามีของตัวเอง ร้อยละ 48 คิดว่าสามีของพวกเธอก็คงกำลังแอบนอกใจพวกเธออยู่เหมือนกัน
ร้อยละ 34 ยอมรับว่าเคยนอกใจสามี (คือไปมีอะไรกับคนอื่น) แม้ว่าหลังจากที่ตัวเองจะมีลูกแล้วก็ตาม ร้อยละ 36 คิดว่าคุณสามีทั้งหลายของเธอๆ นั้นไม่รู้สึกน่าดึงดูดใจต่อพวกเธอเหมือนกับตอนที่แต่งงานกันแรกๆ
กับคำถามที่ว่าพวกเธอจะยอมมีอะไรกับสามีไหมในขณะที่ตัวเองไม่มีอารมณ์ ร้อยละ 69 ตอบว่ายอม โดยคุณแม่ร้อยละ 22 บอกว่าจะคิดถึงหน้าผู้ชายคนอื่นขณะที่ทำอะไรกับสามีของเธอ
…
สงสัยว่าถ้ามาสำรวจที่บ้านเราบ้างจะเป็นอย่างไร ผมว่ามีหวังโดนเจ๊เบียบออกมาโวยและโดนสั่งให้ม้วนเสื่อกลางคัน แต่ผลโพลล์ไหนๆ ก็คงไม่น่าตื่นเต้นเท่าโพลล์สำนักเอแบคเรื่องคนครึ่งประเทศเกรงกลัวรัฐประหารรอบใหม่นี่อีกแล้ว -_-’

จาก nypost.com
บันทึกโพสใน news | Tagged affair, american, sex | ไม่มีความเห็น »
Window$ XP ของผมเป็นอะไรไม่รู้ ยิ่งนับวันยิ่งทำงานช้าลงๆ เรื่อยๆ (คอมฯ ที่ลง Windows ต้องเป็นอย่างนี้ทุกเครื่องเลยเหรอ? หรือเพราะ Micro$oft แอบยัดขยะต่างๆ เข้ามาในคอมพิวเตอร์เรื่อยๆ เพื่อบังคับให้ต้องซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ทุกสองปี และต้องใช้แต่ Vista เท่านั้น?) ผมเลยลองตัดสินใจลง Ubuntu ดูอีกสักครั้ง หลังจากที่เคยลองเล่นๆ กับ Ubuntu 7.10 มาบ้างแล้ว และจำความรู้สึกได้ว่ามันเป็นอะไรที่ไม่คุ้นเลย กว่าจะหาวิธีตั้งค่าต่างๆ ให้เจอ หรือเปิดหน้าเวบให้มันแสดง flash ได้แบบปกติเหมือนชาวบ้านชาวเมืองนั้น ต้องเรียนรู้ที่จะใช้ความอดทนเยอะมาก (Package คืออะไร apt-get ยังไง และต้องเลือกเอาตัวไหน ฯลฯ) แต่ผมก็คิดว่ามันไม่ได้ถึงกับแย่ไปกว่า Windows มากมายนักเท่าไหร่ เพราะ Windows เองก็ต้องอาศัยความคุ้นเคยของผู้ใช้บ้างพอสมควร
Ubuntu 8.04 หรือ Hardy Heron นี้เปิดให้ทุกคนสามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรีๆ โดย 8.04 หมายความว่าเป็นรุ่นที่ออกในปี 2008 เดือน 4 (เมื่อปลายเดือนที่แล้วนี่เอง) โดย Ubuntu จะออกรุ่นใหม่ในทุกๆ หกเดือน คือจะมีรุ่น 04 (เมษายน) กับ 10 (ตุลาคม) สลับกันไปเรื่อยๆ ในแต่ละปี
ในรุ่น 8.04 นี้ยังเป็นรุ่น Long Term Support (LTS) อีกด้วย คือใน Ubuntu ทุกๆ รุ่นจะมี Software update ให้ใช้หลังจากที่ออกแล้วหนึ่งปีครึ่ง แต่รุ่น LTS จะได้ระยะเวลาการสนับสนุนที่ยาวกว่าคือสามปี หมายความว่าตลอดระยะเวลาสามปีนี้ยังสามารถใช้ระบบปฏิบัตการเดิมซึ่งยังได้รับการสนับสนุน Software Update ไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องลงตัวระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ๆ (Micro$oft เจ๋งกว่า สนับสนุน Windows XP ตั้งห้าปีหรือครึ่งทศวรรษแน่ะ 555) ถ้าใครคิดว่าจะลองหันมาใช้ Ubuntu ก็คงเริ่มจากรุ่น 8.04 LTS นี้ได้เลย
ผมจำได้ว่าเคยอ่านจากหลายๆ บล็อกว่าคำว่า Hardy Heron นี้สามารถผวนให้กลายเป็น Hairy Hardon ได้ (แปลว่า ‘อวัยวะเพศแข็งตัวที่เต็มไปด้วยขน’ — 555) ก็ตลกดี ไม่รู้คิดยังไงถึงตั้งชื่อเอาแบบนี้ เราคงต้องมาดูกันต่อว่าเจ้า Hardy Heron นี้จะ ‘แข็ง’ สมชื่อมันหรือไม่
ก่อนอื่นต้องไปดาวน์โหลดตัว iso มาจาก Server ของ Ubuntu เพื่อ burn ลงแผ่นซีดีก่อน ตอนเบิร์นเลือกความเร็วต่ำๆ ไว้ก็ดีนะครับ เพราะแผ่นจะได้ไม่มีปัญหา ขั้นตอนนี้ผมไม่ขออธิบายเพิ่มนะครับ เพราะมีคนเขียนอธิบายไว้เยอะแล้ว (google ยังคงเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ.. ลองดูนะครับ) จากนั้นให้ใส่แผ่นซีดีนั้นลงไปตอนเปิดเครื่อง เพื่อให้คอมพิวเตอร์บูตขึ้นจากแผ่นซีดีได้ พอขึ้นจอดำๆ มาก็เลือกภาษา แล้วก็เลือก ‘Try Ubuntu…’
จากนั้นเราจะเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ Ubuntu 8.04 ซึ่งมันทำงานจากแผ่นซีดีโดยไม่ต้องติดตั้งลงฮาร์ดดิสก์ก่อน แต่มันจะทำงานได้ค่อนข้างช้าเพราะต้องคอยอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีแล้วมาเก็บไว้ในแรม ตอนนี้เราก็สามารถลองกดเล่นไล่ดูไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้ช่วยตัดสินใจว่าอยากจะติดตั้ง Ubuntu 8.04 ลงเครื่องของเราหรือไม่ (หรือถ้าไม่อยากเปิดเครื่องแล้วอ่านเอาจากแผ่นซีดี เราก็สามารถลง Ubuntu เข้าไปไว้ใน Windows ก็ได้ โดยใส่แผ่นซีดีลงไปหลังจากเปิด Windows แล้วเลือก ‘Install inside Windows’ พอทดสอบการใช้งานเสร็จค่อย Uninstall ออกก็ได้ — แต่วิธีหลังนี้มีปัญหาค่อนข้างเยอะ, ๆ)
กลับมาที่วิธีรันบนแผ่นซีดีของเรากันต่อนะครับ ถ้าจะติดตั้งก็เลือกไอคอน Install จากบนหน้าจอ:
Step 1 - เลือกภาษาของเมนูต่างๆ ใน Ubuntu มีภาษาไทยให้เลือกด้วยนะครับ แต่ผมคุ้นกับภาษาอังกฤษมากกว่า..
Step 2 - เลือก Time Zone เอาเมาส์จิ้มไปที่แผนที่แหลมทองสยามประเทศตรงเมืองบางกอกนั่นได้เลย
Step 3 - แป้นพิมพ์, เลือก Thailand - Thai ตามรูปนะครับ
Step 4 - ตรงนี้ถ้าจะลง Ubuntu โดยยังเก็บ Windows เอาไว้ด้วยก็เลือก ‘Guide’ แล้วเลื่อนตัวแบ่งเอาเลยนะครับ ว่าจะให้เนื้อที่กับแต่ละระบบปฏิบัติการเท่าไหร่ หรือถ้าเอา Windows ออกไปเลยก็เลือก ‘Use entire disk’ หรือหากเตรียมเนื้อที่ว่างที่ยังไม่ได้กำหนด file system ใดๆ เอาไว้ก็เลือก ‘Use largest continuous space’ — อ่อ อีกวิธีหนึ่งที่มีคนทำกันเยอะก็คือให้แบ่งเป็น 3 พาร์ทิชั่นนะครับ อันหนึ่งเป็น Windows (NTFS) อีกอันหนึ่งไว้เซฟงาน เพลง หรือรูปต่างๆ เป็น Fat32 ส่วนที่เหลือค่อยลง Ubuntu
Step 5 - เลือกชื่อ, user name, password
Step 6 -เลือกว่าจะ copy ไฟล์อะไรจาก Windows เดิมมาบ้าง ถ้าไม่เอาก็ผ่านครับ
Step 7 - พร้อมแล้วกด ‘Install’ ได้เล้ย.. (ห้ามไปเอา grub boot loader ใน ‘Advanced’ ออกนะครับ)
*รูปประกอบพร้อมวิธีติดตั้งอย่างละเอียดหาได้จากที่นี่และที่นี่ครับ
พอติดตั้งเสร็จก็กด Restart, เอาแผ่นซีดีออก, แล้วกด Enter ครับ เมื่อเจอหน้า Grub boot loader ตอนเปิดเครื่องก็จะสามารถเลือกได้ว่าจะเปิด Ubuntu หรือ Windows
ผมจะเล่าปัญหาที่ผมเจอนะครับ คือ ตอนลอง Ubuntu 7.10 นั้น ผมเปิดใช้ wireless ได้เป็นปกติ แต่พอมาในรุ่นใหม่นี้ Wireless กลับใช้ไม่ได้ ไม่รู้ว่าทำไมเป็นแบบนี้เหมือนกัน วิธีแก้ผมได้มาจากกระทู้ในubuntuclubครับ (ผมใช้ wireless ของ Intel)
- Flash, video, mp3 ต่างๆ จะยังเปิดใช้ไม่ได้ทันทีนะครับ ต้องลง ubuntu-restricted-extras ก่อน (google,google,google — คือผู้ช่วยที่อยู่เคียงข้างคุณเสมอ)
- Firefox เป็นรุ่นทดลอง ผมว่ามันเกิดอาการช้าๆ และแฮงก์บ่อยมากจนเกินงามครับ (โดยเฉพาะเวบไซต์ที่โหลด Flash มากๆ อย่าง imeem, dailymotion, youtube, หรือ wordpress เองที่ใช้ flash uploader)
- อย่าเปิด Login อัตโนมัตินะครับ เพราะแป้นพิมพ์ที่ตั้งค่าภาษาไทยไว้ (’Separate layout for each window’) จะรวน
- Pidgin ซึ่งต้องใช้เล่นเอ็มนั้น ผมว่าใช้งานยากเกินไปสำหรับผู้ใช้ทั่วไป (ยังไม่เคยลอง aMSN ครับ)
- แป้นเปลี่ยนภาษาคือ Alt+Shift ผมเคยใช้แต่ตัวหนอน บอกตรงๆ ว่าทำยังไงก็ไม่คุ้นเลย
- ใครที่คุ้นกับ Control panel ใน Windows มาก็จะเกิดอาการงงกับเมนูสองเมนูระหว่าง Preference กับ Administration ครับ
ส่วนข้อดีที่ผมติดใจใน Ubuntu 8.04 ก็มีเยอะนะครับ ผมชอบตรงที่ภาษาไทยสามารถใช้งานได้เลย รวมถึงใน OpenOffice ด้วย (ตอนลง 7.10 แทบร้องไห้เลยครับ มันเปิดเอกสาร Word ภาษาไทยไม่ได้เลย) โปรแกรมต่างๆ มีมาให้ครบ แถมยังเลือกลงเพิ่มได้อีกง่ายๆ และที่สำคัญนะครับ ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรที่แก้เองไม่ได้ ให้เเข้าไปที่ ubuntu forum, ubuntuclub(คลับของชาวไทย มีห้องแชทเปิดให้ถามกันสดๆ), หรือง่ายๆ ก็ search google เอาครับ รับรองว่าถ้าอดทนสักนิด เปิดใจเรียนรู้สักหน่อย จะต้องแก้จนได้แน่ๆ
บอกตรงๆ ว่าผมเป็นมือใหม่กับ Linux จริงๆ ครับ เพิ่งเคยมาใช้จริงๆ จังๆ ได้ก็สักอาทิตย์กว่าๆ sudo คืออะไรผมเองก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ ใน file system ผมก็ไม่เข้าไปยุ่งเลย วันๆ ก็ใช้คอมพิวเตอร์เปิดอินเตอร์เนท ใช้ Hotmail บ้าง Gmail บ้าง, เข้า Hi5 เพื่อน, เปิด Google reader, อ่านบล็อก, หาข้อมูล, เปิดดิกชันนารี, พิมพ์งาน ฯลฯ ผมใช้คอมฯ ประมาณนี้น่ะครับ Ubuntu 8.04 สำหรับผมแล้วก็ถือว่าใช้ได้ในระดับดีเลยทีเดียว แต่ถ้าถามว่ามันดีกว่าใช้ Windows ไหม? ผมว่ามันก็เอามาเปรียบเทียบกันลำบากน่ะครับ คือเราใช้วินโดวส์เป็นก็เพราะเราคุ้นเคย แล้วเรามีความจำเป็นมากแค่ไหนที่จะต้องมานั่งเรียนรู้วิธีใช้คอมฯ ใหม่แทบทั้งหมดใน Ubuntu? อันนี้ผมว่าต่างคนก็ต่างใจครับ
อ่อ อีกอย่างทางเวบ Ubuntu.com เองก็โฆษณาว่า ‘You’ll never go back’ ประมาณว่าถ้าได้มาลองใช้ Ubuntu ดูแล้วจะไม่มีวันกลับไปใช้ระบบเดิม (Window$) อีก ที่จริงแล้วผมว่ามันก็ไม่ได้ถึงกับขนาดนั้นนะครับ อย่างแรกเลยก็คือ Ubuntu คือ Linux และ Linux ก็ไม่ใช่ Windows คุณไม่มี iTunes ใน Ubuntu และไม่มีเกมส์ The Sims 2, MSN Messenger, Office 2007, Adobe Photoshop, และอีก ฯลฯ โปรแกรมที่ทำงานบนวินโดวส์ (ยิ่งโดยเฉพาะโปรแกรมในที่ทำงานต่างๆ) และในการเรียนรู้ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ใหม่ก็ต้องใช้ความอดทนด้วย ไม่ใช่ว่าเคยใช้อย่างนั้นอย่างนี้มาก่อนแล้วพอมาใช้ของใหม่ก็จะต้องทำให้ได้แบบเดิมทันที มันคงต้องปรับไปเรื่อยๆ น่ะครับ ผมว่า Ubuntu ก็ยังจะไม่มาแทน Windows ได้อย่างหมดจด เพราะผู้ใช้ (อย่างผม) ก็คุ้นเคยกับวินโดวส์มากจนเกินไปเสียแล้ว อีกอย่างก็คือตัว Ubuntu เองก็ยังคงใช้งานได้ยากเกินไป (ผมไม่ค่อยได้ใช้ Command prompt บนวินโดวส์เลยครับ แต่ลองทายดูสิครับว่า มีวันไหนบ้างที่ผมไม่เคยต้องเปิด Terminal บน Ubuntu เลย) ต้องใช้ความอดทนในการเรียนรู้และต้องทำความเข้าใจเรื่องใหม่ๆ จนบางครั้งมันก็มากจนเกินไป จนทำให้สิ่งต่างๆ ที่คอมพิวเตอร์เคยทำได้บน Windows (เช่น sync iPod, เปิด Flash, เอารูปจากกล้องดิจิตอลลงคอมฯ) ดูกลายเป็นเรื่องที่ยากเย็นและแสนเหน็ดเหนื่อยบน Ubuntu ไปเลย
แต่ผมก็คิดว่าถึงยังไงผู้ใช้ Ubuntu (ถึงจะมีน้อย) ก็ยังคงจะเพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อยๆ นะครับ (ผมคนนึงมั้งครับ) เพราะอย่างแรกเลยคือ Ubuntu นั้นฟรี (แต่ตอนนี้คอมฯ ที่ซื้อใหม่กลับพ่วงขาย Window$ มาด้วยแฮะ แล้วยังงี้มันจะไม่เรียกผูกขาดได้ไงวะ?) แต่ในขณะที่มันเป็นของฟรีนั้น Ubuntu กลับน่าใช้ยิ่งกว่า Windows vista เสียอีก Ubuntu ยังมีแนวโน้มที่จะพัฒนาให้ใช้ง่าย เพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้ใหม่ๆ อีกต่อไป
อีกอย่างเลยที่โดนใจผมมากๆ ก็คือความตั้งใจทำ Ubuntu ขึ้นมาโดยให้สัญญาว่าจะเป็นซอฟท์แวร์ที่ฟรีตลอดไป เป็นอะไรที่สวนทางกับ Micro$oft ได้แรงและดีมากๆ ทาง Microsoft เองที่มัวแต่เร่งเพิ่มนู่นเพิ่มนี่ลงไปใน Windows จนเครื่องแน่นและรวนไปหมด (ซึ่งที่เพิ่มลงมาต่างๆ นั้นก็ไม่ค่อยจำเป็นเสียส่วนใหญ่) เพื่อที่ Microsoft จะได้คอยบังคับให้ผู้ใช้ต้องอัพเกรดเครื่องให้แรงพอสำหรับซอฟท์แวร์ใหม่ๆ และสุดท้ายก็จะต้องออกไปซื้อคอมฯ เครื่องใหม่ในที่สุด (ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องเป็น Vista c[r]apable–เงินจะได้หมุนเข้าสู่กระเป๋าของ Micrisoft อีกทีหนึ่ง)
แต่เอาเข้าจริงผมว่า Ubuntu เองก็กิน Spec เครื่องใช่ย่อยนะ 555 (คงต้องลอง Xubuntu มั้ง)
Documents ครับ (ไฟล์ pdf และรูปภาพจะแสดงเป็น thumbnail ให้อัตโนมัติ)
Expo ครับ คือมีเดสก์ทอปหลายๆ เดสก์ทอปได้พร้อมกัน เช่น เดสก์ทอปหน้าซ้ายเปิดอินเตอร์เน็ทกับแชท หน้าขวาเอาไว้พิมพ์งาน
ผมชอบมากเลย Cover flow ระหว่างโปรแกรมต่างๆ ได้ด้วย (Ubuntu เรียกมันว่า Shift switcher)
บันทึกโพสใน online culture and technology | Tagged hardy heron, ubuntu, ubuntu 8.04 | ไม่มีความเห็น »
บันทึกโพสใน life, etc. | Tagged john lennon, real love, the beatles | ไม่มีความเห็น »
These days you could be considered as blasphemous and a civil criminal by doing literally nothing in the movie theaters in Thailand.
Right, in the country where everybody pays a respect service to his majesty by standing up before the beginning of the movies, you could be physically attacked (,really) by crazy people if you just humbly sit in you chair during the royal anthem performance on the silver screen.
But that’s not all of it, you would be sent to the police too. And the supreme court would put you in jail for your public blasphemy’s sake!
If you plan not to stand up in the movie theaters in this country for whatever reason, you should do it rightly (,or left-ly..ha-ha). You should skip seeing all the movie trailer craps (30-minutes worth of your life wasted for trailer craps in the thai cinema) because they are not that big deal and I’m sure you can look at them somewhere else somehow another. After the trailer craps, the royal anthem is played. Wait until the anthem is properly finished, and now you can go to sit at your movie seat very humbly with no harm done.. Unless they invent a new law preventing anybody who intentionally skips the royal anthem from seeing the movies. ; p
บันทึกโพสใน life, etc. | Tagged royalist, thai movie, thai people, thai theater, thailand | ไม่มีความเห็น »
บันทึกโพสใน life, etc. | Tagged bangkok, life, thai, thai life, thailand | กรอกรหัสผ่านของคุณเพื่อดูความคิดเห็น
I Need You - The Beatles
You don’t realise how much I need you.
Love you all the time and never leave you.
Please come on back to me.
I’m lonely as can be. I need you.
Said you had a thing or two to tell me.
How was I to know you would upset me?
I didn’t realise as I looked in your eyes…
You told me.
Oh yes, you told me, you don’t want my lovin’ anymore.
That’s when it hurt me.
And feeling like this, I just can’t go on anymore.
Please remember how I feel about you, I could never really live without you.
So, come on back and see just what you mean to me.
I need you.
But when you told me, you don’t want my lovin’ anymore.
That’s when it hurt me.
And feeling like this, I just can’t go on anymore.
Please remember how I feel about you.
I could never really live without you.
So, come on back and see just what you mean to me.
I need you. I need you. I need you.
บันทึกโพสใน life, etc. | Tagged i need you, the beatles | ไม่มีความเห็น »




























