สวรรค์เบี่ยง แฟดรา และมุมมองแบบโครงสร้างนิยม
อ. 13.May.08 โดย O
หมายเหตุ: blog entry นี้มุ่งสร้างความกระจ่างในละครทางโทรทัศน์เรื่อง ‘สวรรค์เบี่ยง’ โดยอาศัยพื้นฐานความคิดทั้งแบบโครงสร้างนิยมและหลังโครงสร้างนิยมของโรล็องด์ บาร์ตส์ สาระสำคัญของแนวความคิดและวิธีการวิพากษ์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนปรากฏในงานเขียนของอ.นพพร ประชากุล และอ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ดูได้จาก:
นพพร ประชากุล และ วรรณพิมล อังคศิริสรรพ. (2547). มายาคติ สรรนิพนธ์จาก Mythologies ของ Roland Barthes (พิมพ์ครั้งที่สอง). กรุงเทพฯ: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.
ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. (2545). สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิภาษา.
เคยสังเกตตัวเองไหมครับ? ว่าทำไมเวลาเราชมละครโทรทัศน์หรือเสพงานสร้างสรรค์ทางศิลปะอื่นๆ อย่างเช่นการอ่านหนังสือ ฟังเพลง ฯลฯ ทำไมเราจึงเพลิดเพลินไปกับสิ่งเหล่านั้น? บางทีก็นั่งดูนั่งอ่านอยู่ได้ตั้งนานสองนานยังไม่รู้จักเบื่อ ผมจะขอลองยกตัวอย่างละครเรื่องสวรรค์เบี่ยงที่ผู้ชมติดกันงอมแงมทั่วประเทศขึ้นมานะครับ (ตัวผมเองดูไปแค่ไม่กี่ตอนเอง ตอนจบก็ไม่ได้ดู 555) แล้วจะเอาสวรรค์เบี่ยงมาผ่า/แบ่งให้ดูว่าทำไมหรืออะไรในละครสวรรค์เบี่ยงที่ทำให้เราต้องนั่งรออยู่หน้าจอทีวีได้ทุกๆ ตอนของละคร
ก่อนอื่นผมคงต้องเล่าเรื่องของพระนางแฟดราก่อนนะครับ แล้วค่อยโยงเข้ามาหาเรื่องสวรรค์เบี่ยง ในปกรณัมคลาสสิกนั้น พระนางแฟดราเป็นมเหสีองค์ใหม่ของพระราชาเทเซอุส (เทเซอุสเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยของกรีก ในขณะที่ละครเรื่องสวรรค์เบี่ยงซึ่งมีเค้าโครงเรื่องมาจากเรื่องในครอบครัวของเทเซอุสนั้น กลับได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศซึ่งได้ผ่านการรัฐประหารล้มล้างระบอบประชาธิไตยมาหมาดๆ!) โดยเทเซอุสมีลูกชายเดิมอยู่แล้วคือฮิปโปลิตตัส ผู้ซึ่งนิยมชีวิตผจญภัย การล่าสัตว์ ฮิปโปลิตตัสรังเกียจความอ่อนโยนของผู้คนและดูถูกความรัก
เรื่องราวโศกนาฏกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นจากเทพีอโฟรไดต์ (หรือวีนัส) ซึ่งเป็นเทพีแห่งความรัก อโฟรไดต์รู้สึกโกรธแค้นฮิปโปลิตตัสที่ดูถูกความรักของมนุษย์จึงสาปให้พระนางแฟดราตกหลุมรักฮิปโปลิตตัสอย่างบ้าคลั่ง พระนางแฟดราจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของการคลี่คลายเหตุการณ์ทั้งหมดต่อๆ มา
พระนางแฟดราหลงรักลูกเลี้ยงของตัวเองอย่างถอนตัวไม่ขึ้น ความรักที่ทั้งรุนแรงและสิ้นหวังของนางทำให้นางคิดที่จะฆ่าตัวตาย แต่แม่นมของนางซึ่งเลี้ยงดูพระนางแฟดรามาตั้งแต่ยังเด็ก คอยเฝ้าดูการกระทำต่างๆ ของนางและรับรู้ถึงเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นและวนเวียนอยู่ในใจของนาง
แม่นมพยายามจะช่วยเหลือพระนางแฟดราโดยไปบอกกับฮิปโปลิตตัสให้รับรู้ถึงความรักของพระนาง และบอกให้ฮิปโปลิตตัสนั้นรู้จักซาบซึ้งและตอบสนองแก่ความรักดังกล่าวของแฟดรา แต่ฮิปโปลิตตัสผู้ซึ่งดูถูกมนุษย์ความรักระหว่างมนุษย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั้น ยิ่งรู้สึกเดียดฉันท์ขึ้นไปอีกเมื่อถูกเสนอความรักจากแม่เลี้ยงหรือภรรยาใหม่ของพ่อของตัวเอง ฮิปโปลิตตัสทนต่อเรื่องดังกล่าวไม่ได้จึงไปด่าทอและแสดงความรังเกียจของเขาต่อหน้าพระนางแฟดรา ในตอนสุดท้ายพระนางแฟดราจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายและเขียนจดหมายทิ้งเอาไว้ให้กับเทเซอุส ในจดหมายนั้นนางเขียนเอาไว้ว่านางถูกข่มขืนโดยฮิปโปลิตตัสและอับอายเกินกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เทเซอุสเมื่อได้อ่านจดหมายดังกล่าวจึงเนรเทศฮิปโปลิตตัสออกไปจากนครของตนและบนบานสาปแช่งลูกชายตัวเองต่อเทพเจ้า ฮิปโปลิตตัสตายเพราะได้รับคำสาปจากพ่อ โดยมีสัตว์ประหลาดจากท้องทะเลผุดขึ้นมารัดตัวเขาจนตาย หลังจากนั้นเทเซอุสจึงได้รับรู้ความจริงทั้งหมดว่าลูกชายไม่ได้ข่มขืนพระนางแฟดรา แต่ทั้งหมดก็สายเกินไปเสียแล้ว
อย่างที่ผมบอกนะครับว่าพระนางแฟดราเป็นจุดคลี่คลายหรือเป็นเสมือนแกนกลางของเรื่องทั้งหมด นางหลงรักลูกเลี้ยงของตัวเองอย่างหัวปักหัวปำ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว (คือเรื่องรักๆ ใคร่ๆ หรือเพศสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวเดียวกัน–incest taboo) เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด (คล้ายๆ กับความคิดเรื่องปิตุฆาตหรือมาตุฆาตซึ่งเป็น taboo ที่ร้ายแรงมากอีกอย่างหนึ่ง) ตัวละครของพระนางแฟดราจึงไม่ต่างไปจากแฮมเล็ต (ที่ไม่กล้าตัดสินใจฆ่าพ่อเลี้ยง) หรืออีดิปุส (ที่ฆ่าพ่อของตัวเองจนตายแล้วมีอะไรกับแม่ของตัวเอง) เป็นตัวละครที่มีความขัดแย้งอยู่ในจิตใจของตัวเองสูงเพราะต้องเผชิญหน้ากับข้อห้ามของสังคม (taboo) เข้าอย่างจัง เรื่อง taboo เหล่านี้แหล่ะครับที่วนเวียนอยู่ในความสนใจของคนมาทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ในปัจจุบัน (ไม่เชื่อก็ลองดูข่าวสิครับทั้งพ่อข่มขืนลูก หลานข่มขืนยาย ลูกฆ่าแม่เอาทองห้าบาท ฯลฯ) นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่สวรรค์เบี่ยงซึ่งเป็นเรื่องของ ‘รักต้องห้าม’ ระหว่างคนในบ้านหลังเดียวกันจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้เรื่องของพระนางแฟดรายังมีมิติทางสัญลักษณ์ระหว่างความมืดกับแสงสว่างอยู่ด้วย เช่น พระนางแฟดราเป็นหลานของเทพอพอลโล (เทพแห่งดวงอาทิตย์) ชื่อของพระนางยังแปลว่าแสงสว่างอีกด้วย พระนางแฟดราจึงเป็นทั้งอำนาจและแสงสว่าง ส่วนฮิปโปลิตตัสนั้นเป็นขั้วตรงข้ามกัน เขาชื่นชอบการล่าสัตว์ในป่าดงพงไพร (ซึ่งมีร่มเงาบดบังจากแสงอาทิตย์) ฮิปโปลิตตัสจึงเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจที่คอยหลบหนีจากการใช้อำนาจนั้น
แม้ว่าในรายละเอียดจะแตกต่างกันบ้าง แต่เรื่องของพระนางแฟดรากับเรื่องสวรรค์เบี่ยงนั้นก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่คลายคลึงกันอยู่มาก ผมว่าท่านผู้ประพันธ์เรื่องสวรรค์เบี่ยงนั้นคงได้ซึมซับเอาโครงเรื่องมาจากปกรณัมคลาสสิกเรื่องพระนางแฟดราอยู่ไม่มากก็น้อย แต่ก็ดัดแปลงและเสริมรายละเอียดไปโดยยังคงความขัดแย้งภายในตัวละครหลักอยู่ได้ครบถ้วนพอสมควร ในแง่นี้เราจึงเลือกสอดส่องมองหาสัมพันธบท (intertexuality) ระหว่างเรื่องแฟดรากับเรื่องสวรรค์เบี่ยงได้ ลองดูกันนะครับ
โครงสร้างที่เรื่องของพระนางแฟดรากับสวรรค์เบี่ยงมีร่วมกันจะเป็นเรื่องของอำนาจกับความรัก ในเรื่องของพระนางแฟดรานั้น ราชาเทเซอุสมีอำนาจเหนือพระนางแฟดรา เทเซอุสรักแฟดราแต่นางกลับไปรักลูกเลี้ยงคือฮิปโปลิตตัส ในแง่เดียวกันพระนางแฟดราก็มีอำนาจเหนือฮิปโปลิปตัส พระนางรักฮิปโปลิตตัสแต่ฮิปโปลิตตัสไม่รักตอบ เราจะเห็นห่วงโซ่ง่ายๆ อยู่สองห่วงระหว่างรักสามเส้านี้ โครงสร้างง่ายๆ อย่างนี้เองที่เป็นแกนหลักซึ่งคอยอุ้มชูให้ความสนใจของผู้ชมหรือผู้เสพนั้นจดจ่ออยู่กับผลงานสร้างสรรค์ได้ (บวกกับความเป็นเรื่องต้องห้ามของสังคมเกี่ยวกับเรื่องเพศระหว่างคนในครอบครัวเดียวกัน ที่ส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมเข้าไปอีก)
เราลองมาดูโครงสร้างในเรื่องสวรรค์เบี่ยงบ้างนะครับ:
- คุณคิดมีอำนาจเหนือลีลา (เพราะเป็นสามี) คุณคิดรักลีลาแต่ลีลาไม่รักตอบ
- ลีลามีอำนาจเหนือคาวี (เพราะเป็นแม่เลี้ยง) ลีลารักคาวีแต่คาวีไม่รักตอบ
- ในทำนองเดียวกันนั้น คาวีมีอำนาจเหนือนาริน (เพราะข่มขืนเธอไปตั้งสี่รอบ) คาวีรักนารินแต่นารินไม่รักตอบ
แน่นอนว่าเมื่อมีอำนาจที่เหนือกว่า ก็ย่อมมีการตอบสนองจากผู้อยู่ใต้อำนาจด้วย สำหรับลีลามันก็คือความจงรักภักดีที่มีต่อคุณคิด สำหรับคาวีมันคือการแก้แค้นกับลีลาโดยเอาคืนกับน้องสาวของเธอ ส่วนนารินนั้นก็ตอบสนองต่ออำนาจของคาวีด้วยการหลีกหนีและการทำเป็นเฉยชา ด้วยโครงสร้างง่ายๆ ประกอบกับเรื่องความรักต้องห้าม เรื่องเพศ เรื่องการข่มขืน และเรื่องของผู้ชายในอุดมคติของผู้หญิง ส่วนประกอบเหล่านี้เองแหล่ะครับที่ทำให้สวรรค์เบี่ยงประสบความสำเร็จมากมาย
ทีนี้เรามาลองดูมุมมองแบบหลังโครงสร้างนิยมบ้างนะครับ นักคิดในมุมมองนี้เห็นว่าทั้งผู้สร้างงานศิลปะและผู้เสพต่างมีความเข้าใจพื้นฐานอย่างหนึ่งร่วมกัน (ซึ่งเรียกว่า ‘รหัส’) และต่างใช้ความเข้าใจพื้นฐานร่วมหรือ ‘รหัส’ นี้ในการมองโลกรอบๆ ตัว และในการมองงานศิลปะ ความเข้าใจร่วมกันอย่างนี้เองที่ทำให้การสื่อสารและความซาบซึ้งในงานศิลปะระหว่างผู้สร้างกับผู้เสพเกิดขึ้นมาได้
อย่างในเรื่องสวรรค์เบี่ยงนะครับ ‘รหัส’ ที่สังคมรับรู้ร่วมกันก็อย่างเช่น ‘การข่มขืนเป็นเรื่องที่ผิด’ (นายคาวีจึงผิด) ‘ผู้ชายต้องเป็นสุภาพบุรุษ’ (นายคาวีเป็นด้านตรงข้ามกับสุภาพบุรุษ เพราะทั้งเลวและปากจัด) ‘ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอกว่าและไม่มีหนทางสู้’ (คืนนั้นนารินจึงโดนไปตั้งสี่รอบ แถมยังถูกล่ามอีกต่างหาก) ‘การที่ผู้หญิงโดนข่มขืนนั้นเป็นเรื่องน่าอับอาย’ (นารินจึงไม่เข้าแจ้งความกับตำรวจทั้งๆ ที่จะโดนมาจนแฉะไปหมด–มีหลักฐานแต่ไม่สู้คดี) ‘ผู้ชายต้องเทคแคร์เก่ง’ (นายคาวีที่กลับตัวกลับใจนั้นช่างเทคแคร์ผู้หญิงเก่งและมีความอดทนสูง–หรือเรียกว่าหน้าด้านหน้าทน–มีคุณสมบัติของสามีและคุณพ่อที่ดี จึงสมควรได้รับการให้อภัยจากท่านผู้ชมด้วยประการทั้งปวง) ฯลฯ รหัสต่างๆ ที่รับรู้กันระหว่างผู้สร้างกับผู้เสพนี่เองครับที่ทำให้การแสดงละครเป็นไปได้ และเป็นตัวดึงความสนใจของผู้ชมเอาไว้ ในแง่นี้ผมจึงเห็นว่าการพฤติกรรมการชมละครสวรรค์เบี่ยงนั้นจึงเป็นเสมือน ‘การสำเร็จความใคร่หมู่’ ในรหัสต่างๆ ระหว่างผู้สร้างกับผู้ชมทั่วประเทศ–ตอนสองทุ่มครึ่งพวกเราทุกคนจึงมาสำเร็จความใคร่พร้อมๆ กันหน้าจอทีวีทุกคืน แม้แต่คนบางคน (จำพวกมือถือสากปากถือครก) ที่ออกมาต่อว่าละครเรื่องสวรรค์เบี่ยงอย่างนู้นอย่างนี้ ผมว่าคนเหล่านี้ต่างก็ได้ลิ้มลองและสำเร็จความใคร่กันจนถึง ‘จุดสุดยอด’ ในรหัสต่างๆ ที่บรรจุอยู่ในละคร ไม่ต่างไปจากผู้ชมคนอื่นๆ หรอกครับ
ป.ล. ใครเกลียดละครสวรรค์เบี่ยงอย่าเพิ่งเกลียดผมนะครับ ตัวผมเองไม่ได้เป็นแฟนละครสวรรค์เบี่ยงและไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับห้องเฉลิมไทย ผมแค่ออกมาปกป้องการแสดงทางศิลปะจากเงื้อมมือของกระทรวง(ไร้)วัฒนธรรมเท่านั้นเอง เพราะเมื่อมีการใช้อำนาจ (ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง) ก็ย่อมจะต้องมีการต่อต้านอำนาจนั้นครับ : )
ผมเองตรวจปรู๊ฟ หนังสือเรื่องนี้ ขายดี…
เมื่อเทียบกับละครปัจจุบัน เทียบไม่ได้กับหนังสือครับ แน่นอน เพราะละครเป็นการเขียนบทใหม่เป็นบทโทรทัศน์…
ผมไม่ขอวิจารณ์ภาคละคร เพราะทนดูไม่ได้ครับ แต่คนที่บ้านดู เลยทราบว่า ช่วงหลังนี่ โฆษณาเยอะมาก แล้วยืด-เยื้อ เพิ่มบทจนน่าเกลียด กลายเป็นคนละทางไปกับภาคหนังสือ (คล้ายมิวสิควิดีโอ)
อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่าย่อมมีความแตกต่าง ทว่ามันมากไปกระทั่งหากคนไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อนจะพานคิดว่า มันก็คือนิยายประโลมโลกย์เรื่องหนึ่ง (ไม่ค่อนไปทางเพ้อหรือชวนฝัน)
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตนะครับ บทประพันธ์เรื่องนี้เกิดเมื่อ ๔๐ ปีแล้ว ทว่า คนอย่างในละครทั้งหลาย โดยเฉพาะพระเอกนั้น ยังไม่เปลี่ยน (ในฐานะลูกคนรวย)
จะเปลี่ยนก็แค่ว่า รายละเอียดของคนแบบพระเอกนี้ ยิ่งกว่า คาวี…
ด้วยมิตรภาพครับ
สวัสดีครับคุณประทีป ยินดีที่หลงเข้ามาเยี่ยมครับ
ด้วยมิตรภาพเช่นกันครับ